5
shared

ชาวสวนยางเฮ! วันแรก ธ.ก.ส.สุราษฯจ่ายเงินแล้ว 6.6 ล้าน

1 พฤศจิกายน 2562 11:48 1750
ชาวสวนยางเฮ! วันแรก ธ.ก.ส.สุราษฯจ่ายเงินแล้ว 6.6 ล้าน

เกษตรกรชาวสวนยางพาราสุราษฎร์ธานี เฮ หลังรัฐบาลอนุมัติงบประมาณให้ ธ.ก.ส.เพื่อช่วยเหลือในการประกันรายได้ วันแรกสุราษฎร์ธานีจ่ายเงินชาวสวนยาง 1,379 ราย กว่า 6.6 ล้านบาท จากทั้งหมดกว่า 9 หมื่นราย

วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 นายพยุงศักดิ์ โภคภิรมณ์ ผู้อำนวยการสำนักงาน ธ.ก.ส.จังหวัดสุราษฎร์ธานี กล่าวว่า ตามที่รัฐบาลมีนโยบายที่จะให้การช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางพารา ในสถานการณ์ราคายางพาราตกต่ำ ขณะนี้ทางการยางแห่งประเทศไทย สำนักงานสุราษฎร์ธานี ได้จัดส่งรายชื่อเกษตรกรชาวสวนยางพารามายัง ธ.ก.ส.ที่ได้รับการประกันรายได้ชาวสวนยางพาราที่จะให้การช่วยเหลือแล้ว กว่า 9 หมื่นรายชื่อ รายละไม่เกิน 25 ไร่

 

สำหรับในวันนี้ทางสำนักงานธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร จะมอบเงินให้กับเกษตรกรจำนวน 1,379 ราย คิดเป็นเงิน 6,686,359 บาท แยกเป็น ยางแผ่นดิบราคากลางอ้างอิง 38.97 บาทต่อกิโลกรัม ประกันรายได้ที่ 60 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนต่าง 21.03 บาท หรือไร่ละ 841.20 บาท น้ำยางสดราคาคาอ้างอิง 37.72 บาท ประกันราคาที่ 57 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนต่าง 19.28 บาท หรือไร่ละ 771.20 บาท,น้ำยางก้นถ้วยราคากลางอ้างอิง 16.19 บาท ต่อกิโลกรัม ประกันราคาที่ 23 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนต่าง 6.81 บาท หรือไร่ละ 544.80 บาท ในรอบแรกทาง ธ.ก.ส. จะดำเนินการจ่ายเงินให้กับเกษตรกรที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้กับ กยท.ก่อนเดือนสิงหาคม 2562 ให้แล้วเสร็จภายในวันที่15 พฤศจิกายน 62 นี้ ส่วนที่เหลือจะดำเนินการให้ครบตามบัญชีรายชื่อต่อไป สำหรับจังหวัดสุราษฎร์ธานีมีพื้นที่ปลูกยางพารากว่า 3 ล้านไร่ และผลผลิตแล้วกว่า 2 ล้านไร่เศษ

 

ด้านนางสาวจิลลา ทองสุข เกษตรกรชาวสวนยางพารา จ.สุราษฎร์ธานี กล่าวว่า จากกรณีรัฐได้เข้ามาให้การช่วยเหลือเกษตรกรในส่วนของการประกันรายได้ชาวสวนยางในรอบแรกนั้นตนมองว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่เป็นการช่วยเหลือเพียงเบื้องต้นเท่านั้น ซึ่งจริงแล้วเกษตรกรเองต้องการให้รัฐยืนมือเข้ามาช่วยเหลือระยะยาวโดยการประกันราคาอยู่ที่ยางแผ่นดิบกิโลกรัมละไม่น้อยกว่า 60 บาท น้ำยางไม่น้อยกว่า 57 บาท และยางก้นถ้วยไม่น้อยกว่า 23 บาท ประมาณ 2-3 ปี จึงจะทำให้เกษตรกรสามารถที่จะเลี้ยงดูตัวเองได้เพราะที่ผ่านมา ราคายางพาราตกต่ำมานานมาก 4-5 ปี มาแล้ว บางรายได้มีการปรับเปลี่ยนจากยางพาราไปเป็นพืชชนิดอื่น บางรายก็โค่นเพื่อตัดไม้ขายเนื่องจากรายได้จากสวนยางพาราไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพของเกษตรกร