8
shared

รู้จัก“เท็ด บันดี้” อีก1ฆาตกรกรต่อเนื่องพฤติการณ์คล้าย “สมคิด”

20 ธันวาคม 2562 17:28 4338
รู้จัก“เท็ด บันดี้” อีก1ฆาตกรกรต่อเนื่องพฤติการณ์คล้าย “สมคิด”

ทำความรู้จักอีก 1 ฆาตกรต่อเนื่องชื่อก้องโลกดังไม่แพ้ “แจ็ค เดอะริปเปอร์” พฤติการณ์คล้าย “สมคิด” รู้กฏหมาย-เจ้าสเน่ห์ โกหกเป็นไฟขาดหญิงสาวไม่ได้

จากกรณีคดีดัง “สมคิด พุ่มพวง” นักโทษคดีฆาตกรรมหญิงสาว 5 รายแล้วพ้นโทษออกมาก่อเหตุซ้ำฆ่าผู้หญิงรายที่ 6 ซึ่งจัดว่าเป็นฆาตกรต่อเนื่องจนใครหลายคนนำไปเปรียบเทียบกับ “แจ็ค เดอะริปเปอร์” ฆาตกรต่อเนื่องชื่อดังที่คดีเป็นปริศนาจนกระทั่งในขณะนี้ยังคลี่คลายไม่ได้ 

นอกจาก “แจ็ค เดอะริปเปอร์”แล้วพฤติการณ์ของ “สมคิด” ยังละม้ายคล้ายคลึงกับ “เท็ด บันดี” ฆาตกรต่อเนื่องที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งของอเมริกา ซึ่งเท็ด บันดี้นั้นเป็นชายหนุ่มที่หน้าตาดีพูดจาเก่ง มีการศึกษาเรียนด้านกฏหมาย แต่ก็โกหกเป็นไฟ มีสเน่ห์ล่อลวงหญิงสาวสุดท้ายก็จบด้วยความตายด้วยวิธีการต่างๆอย่างเช่นการรัดคอ ทรมานเหยื่อด้วยการ่มขืนทางทวารหนัก 



ธีโอดอร์ โรเบิร์ต บันดี เกิดวันที่ 24 พฤศจิกายน 1946 เมืองเบอร์ลิงตัน มลรัฐเวอร์มอนต์ บิดาทิ้งเขาและมารดาไปตั้งแต่เขายังไม่เกิด มารดาของเขาเอเลนัวร์ หลุยส์ โคเวล ท้องเมื่ออายุ 21 โดยที่ยังไม่แต่งงานและไม่มีการเปิดเผยจนทุกวันนี้ว่าพ่อที่แท้จริงของเท็ดคือใคร 

เท็ดจึงถูกเลี้ยงมาในฐานะลูกของตาและยาย โดยบอกว่าหลุยส์เป็นพี่สาวของเขา เท็ดไม่รู้ความจริงนี้เลยจนกระทั่งลูกพี่ลูกน้องยกเรื่องนี้ขึ้นมากล่าวว่าเขาเมื่อมีอายุได้ราว 10 ปี เป็นที่แน่นอนว่าเรื่องนี้กลายเป็นแผลใจในวัยเด็กของเขา

ในโรงเรียนนั้น เท็ดเป็นเด็กเฉลียวฉลาด ผลการเรียนของเขาอยู่ในระดับท็อปตลอดเวลา แต่พอๆกับที่ทุกคนเห็นว่าเขาเป็นเด็กสุภาพ ขี้อายมีอัธยาศัยดี เพื่อนๆและครูต่างก็บอกเช่นกันว่าเมื่อเท็ดโกรธ เขาจะกลายเป็นคนก้าวร้าวและใช้กำลังรุนแรง

เท็ดแสดงความสนใจในด้านกฏหมายตั้งแต่ชั้นไฮสคูล วูดโรว์วิลสันไฮสคูล ใน พ.ศ. 2508 ได้ทุนเล่าเรียนที่มหาวิทยาลัยพูเจต์ซาวน์ ทาโคมา วอชิงตัน University of Puget Sound (ภายหลังคือ University of Washigton) ในสายจิตวิทยาก่อนจะเปลี่ยนเป็นกฏหมายที่มหาวิทยาลัยวอชิงตัน ในซีแอตเทิล ในภายหลัง ผลการเรียนเขาดีเลิศจนอาจารย์ก็ยังชื่นชม และที่นี่เอง เขาได้พบกับผู้หญิงคนหนึ่งที่กลายมาเป็นชนวนในการเปลี่ยนชีวิตของเขา น้องชายของเท็ดกล่าวว่าถ้าเท็ดไม่ได้พบกับผู้หญิงคนนี้ เขาก็อาจจะไม่ต้องกลายมาเป็นฆาตกรก็ได้เธอชื่อ สเตฟานี บรูกส์


เท็ดได้เริ่มความสัมพันธ์กับ สเตฟานี บรูกส์ เพื่อนร่วมสถาบันที่มาจากตระกูลผู้ดีในแคลิฟอร์เนีย ทั้ง 2 คบหากันเป็นคู่รัก หลังจากบรูกส์รับปริญญาในปี พ.ศ. 2511 บรูกส์ที่ไม่ค่อยพอใจในความอ่อนแอและขาดความทะเยอทะยานของบันดี ได้ตัดความสัมพันธ์กับเขาและกลับไปแคลิฟอร์เนีย
เมื่อผ่านพ้นความเศร้ามาได้ เท็ดตั้งปณิธานว่าจะแก้แค้นสเตฟานี่ให้ได้สักวัน ก่อนที่จะเปลี่ยนความแค้นเป็นการฆาตกรรมต่อมาโดยเน้นฆ่าผู้หญิงที่”ผมยาวแสกกลาง"

เท็ดพักการเรียนและกลับไปที่ เบอร์ลิงตัน เวอร์มอนต์ บ้านเกิด ทำงานเป็นเสมียนอยู่ 1 ปี จึงกลับไปศึกษาต่อที่ซีแอตเทิลอีกครั้ง และเริ่มมีนัดกับ อลิซาเบธ เคลิพเฟอร์ เลขานุการที่หย่าแล้วและมีบุตรสาวติดมาด้วย 1 คน บันดีจบการศึกษาในปี พ.ศ. 2516
ในขณะนั้นเท็ดเริ่มปรับปรุงมารยาทและการแต่งตัว หัดเข้าสังคมและอาศัยคนรู้จักจนเข้าสู่สำนักงานของรองประธานาธิบดี เนลสัน ร็อกกีเฟลเลอร์ เพื่อการรณรงค์หาเสียงของพรรครีพับลิกัน ในฐานะผู้สนับสนุนรองประธานธิบดีร็อกีเฟลเลอร์ เขาขยันขันแข็ง ไม่เกี่ยงงาน จนสมาชิกพรรคคาดหวังว่าเขาจะไต่เต้าขึ้นเป็นนักการเมืองได้ 

เมื่อเขาต้องเดินทางไปแคลิฟอร์เนีย เขาก็ได้พบกับ สเตฟานี บรูกส์ และกลับมามีนัดกันอีกครั้ง เขาคบหากับเคลิพเฟอร์และบรูกส์ไปพร้อมๆกัน โดยที่ทั้ง 2 คนไม่รู้เรื่องของอีกฝ่าย บันดีและบรูกส์ได้ตกลงหมั้นหมายกันเพื่อจะเข้าพิธีสมรส แต่จากนั้นบันดีตัดความสัมพันธ์กับบรูกส์ลงอย่างกลางคัน ด้วยความสะใจของเท็ด

ในส่วนของคดีฆาตกรรมนั้นข้อมูลจากวิกิพีเดียระบุว่า “แอน รูล์”  ผู้เขียนหนังสือชีวประวัติและอาชญากรรมของ เท็ด บันดี ในหนังสือที่มีชื่อว่า The Stranger Beside Me และนักสืบ โรเบิร์ต ดี เคปเพล ผู้เกี่ยวข้องกับคดีของเท็ด บันดีเชื่อว่าเขาน่าจะเริ่มฆ่าคนมาตั้งแต่ยังเด็ก โดย แอน แมรี เบอร์ เด็กหญิงวัย 8 ขวบจากเมืองทาโคมาหายตัวไปจากบ้านในปี พ.ศ. 2504 

ขณะนั้นเท็ดอายุ 14 ปี ซึ่งเท็ดปฏิเสธว่าไม่ได้ฆ่า แอน เบอร์ และ 1 วันก่อนการประหารเขาบอกกับทนายของเขาว่าเขาเริ่มพยายามลักพาตัวผู้หญิงจริงๆในปี พ.ศ. 2512 ซึ่งอาชญากรรมครั้งแรกที่ถูกยืนยันอย่างเป็นทางการเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2517 เมื่อเขาอายุได้ 27 ปี ในวันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2517 


ภายหลังเที่ยงคืนเท็ดเข้าไปในห้องนอนที่อยู่ใต้ถุนของอาคารของ โจนี เลนซ์ อายุ 18 ปี นักศึกษาของมหาวิทยาลัยวอชิงตัน เขาทุบศีรษะเลนซ์ด้วยท่อนเหล็กขณะที่เลนซ์กำลังหลับ และเสียบท่อนเหล็กเข้าไปในช่องคลอดของเลนซ์ ในตอนเช้าเพื่อนร่วมห้องมาพบในขณะที่เลนซ์กำลังโคมาและนอนจมกองเลือด เลนซ์รอดชีวิตแต่สมองถูกกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง เหยื่อรายต่อมาของบันดีคือ ลินดา แอน เฮียลีย์ นักศึกษามหาวิทยาลัยวอชิงตันอีกคนหนึ่ง ในคืนวันที่ 31 ของเดือนเดียวกันบันดีงัดเข้าไปในห้องของเฮียลีย์ ทุบเธอจนหมดสติ ใช้ผ้าปูเตียงห่อร่างของเฮียลีย์และแบกเธอหายไป

หลังจากนั้นมีผู้หายสาบสูญอื่นตามมาในปีพ.ศ. 2517

12 มีนาคม ดอนนา เกล แมนสัน นักศึกษาวิทยาลัยเอเวอร์กรีนสเตต

17 เมษายน ซูซาน แลนคอท นักศึกษาวิทยาลัยเซนทรัลวอชิงตันสเตต

6 พฤษภาคม โรเบอต้า พาร์กส์ นักศึกษามหาวิทยาลัยโอเรกอน

1 มิถุนายน เบลนด้า บอล เป็นผู้หายสาบสูญเพียงคนเดียวที่ตำรวจพบว่าไม่ได้เป็นนักศึกษา

11 มิถุนายน จอร์เจี้ยน ฮอกกินส์ นักศึกษามหาวิทยาลัยวอชิงตัน

วันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2517 เป็นวันที่บันดีฆาตกรรมหญิงสาว 2 คนในวันเดียวด้วยการลักพาตัวในเวลากลางวัน เจนิซ ออตต์ และ เดนิส เนสรันด์ หายตัวไปจากทะเลสาบซัมมามิช เมืองอิซซาควาห์ รัฐวอชิงตัน มีพยาน 8 คน บอกตำรวจว่าเห็นชายหนุ่มหน้าตาดีมีเฝือกที่แขนซ้าย เรียกตนเองว่า "เท็ด" ซึ่ง 5 ใน 8 คนนั้นเป็นหญิงสาวที่ถูกขอให้ช่วยยกเรือใบเล็กลงมาจากรถเต่าโฟล์คสวาเกน 1 ใน 5 คนนั้นเดินไปกับ "เท็ด" จนมองเห็นว่าไม่มีเรือใบเล็กอยู่ที่รถโฟล์คสวาเกน จึงปฏิเสธที่จะเดินต่อ พยานที่เหลืออีก 3 คนคือผู้ที่เห็นเขาเข้าพูดกับ เจนิซ ออตต์ เกี่ยวกับเรื่องเรือใบเล็ก และไม่มีใครเห็นออตต์อีกเลย และเนสรันด์หายตัวไปในอีก 4 ชั่วโมงต่อมา

วันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2517 ตำรวจรัฐพบศพของออตต์และเนสรันด์แล้ว แต่เท็ด บันดีได้เดินทางไปที่ซอลต์เลคซิตี เนื่องจากผู้ว่าการรัฐวอชิงตันสนับสนุนให้เขาได้ไปศึกษาต่อด้านกฎหมาย ที่มหาวิทยาลัยยูทาห์ วันที่ 2 ตุลาคม แนนซี วิลคอกซ์ หายสาบสูญไป จากซอลต์เลคซิตี วันที่ 18 ของเดือนเดียวกัน แมริซา สมิธ อายุ 17 ปี บุตรสาวของนายตำรวจเมืองมิดเวล รัฐยูทาห์ บิดาของสมิธได้เตือนเธอให้ระวังตัวแล้วหลายครั้ง ซึ่งบันดีฆาตกรรมสมิธด้วยการรัดคอ ข่มขืนเธอทางทวารหนัก ทุบที่ใบหน้าของสมิธหลายครั้ง จนบิดาและมารดาของสมิธจำศพของบุตรสาวไม่ได้


23 กรกฎาคม 1979 เท็ด บันดีถูกตัดสินว่ามีความผิดและลงโทษประหารชีวิตระหว่างอยู่ในคุก เท็ดได้พยายามขอยื่นคำร้องเพื่อทบทวนคดีใหม่หลายครั้ง (เขาเคยเสนอตัวช่วยในการสืบสวนคดีกับตำรวจด้วย) หากทั้งหมดก็ถูกปฏิเสธ

24 มกราคม 1989 เท็ด บันดี้ถูกประหารด้วยเก้าอี้ไฟฟ้า หนังสือพิมพ์พาดหัวข่าวการประหารของเขาว่า"Killer dies with a smile on his face” ในปัจจุบันฮอลลีวู้ดมีการนำประวัติของ “เท็ด บันดี้”มาสร้างเป็นภาพยนตร์หลายครั้งและ Netflixได้นำมาทำเป็นสารคดีให้ผู้ที่สนใจอาชญาวิทยาได้ศึกษากันอีกด้วย



เกาะติดข่าวที่นี่
website: www.TNNThailand.com 
facebook : TNNThailand
twitter : @TNNThailand
Line : @TNNThailand
Youtube Official : TNNThailand