1
shared

เลือกตั้ง 2562 : จับตาสูตรจัดตั้งรัฐบาลชิงเก้าอี้่นายกฯ

10 เมษายน 2562 02:30 3
แม้ว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งจะประกาศรายชื่อ ส.ส.ระบบเขตทั้ง 350 เขต อย่างไม่เป็นทางการ จากผลการนับคะแนนไม่เกินร้อยละ 95 ซึ่งจากผลคะแนนที่เกิดขึ้นเรามาวิเคราะห์สูตรจัดตั้งรัฐบาลตามผลคะแนนและบริบทการเมือง

การเลือกตั้งครั้งนี้มีความพิเศษกว่าเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา เพราะผลแพ้ชนะจากการเลือกตั้ง ยังไม่การันตีว่าจะได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล เนื่องจากต้องเป็นรัฐบาลผสมจากหลายพรรคการเมือง ดังนั้น ใครรวมเสียงคะแนน ส.ส. ได้มากที่สุด มีโอกาสสูงที่จะได้จัดตั้งรัฐบาล

 

 

เมื่อดูผลคะแนนทั้งจากระบบเขต 350 เขต บวกกับบัญชีรายชื่อ พบว่า พรรคเพื่อไทยมี ส.ส. 137 คน พรรคพลังประชารัฐ 117 คน พรรคอนาคตใหม่ 88 คน พรรคตัวแปรสำคัญอย่างประชาธิปัตย์มี 54 ที่นั่ง และภูมิใจไทย 52 คน และพรรคอื่นๆ รวมอีก 52 ที่นั่ง 

 

 

สูตรจัดตั้งรัฐบาลในสมการของพรรคการเมือง 2 ขั้ว โดยสูตรแรก พรรคพลังประชารัฐ ขอเป็นแกนนำ โดยชูพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ต่ออีกสมัย ด้วยคะแนนของพรรคที่ได้ ส.ส. 117 คน ต้องเชิญพรรคประชาธิปัตย์ ที่ได้ที่นั่ง ส.ส. 54 คน พรรคภูมิใจไทย 52 ที่นั่ง พรรคชาติไทยพัฒนา 10 ที่นั่ง พรรครวมพลังประชาชาติไทย 5 คน พรรคชาติพัฒนา 3 ที่นั่ง และพรรคอื่นๆ รวม 5 ที่นั่ง แต่สูตรนี้มีคะแนนเสียงรวมแค่ 246 ยังขาดอีกอย่างน้อย 5 เสียง

 

ดังนั้น ทำให้พรรคเศรษฐกิจใหม่ของมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ ที่มีจำนวนที่นั่ง 6 ที่นั่ง เป็นทางเลือกสำคัญที่ทีมจัดตั้งรัฐบาลต้องให้ความสำคัญ และจะทำให้สูตรนี้มีคะแนนเสียงรวม 252 คน เกินกึ่งหนึ่งในสภา และเมื่อรวมกับคะแนนโหวตนายกรัฐมนตรีจาก ส.ว. 250 เสียง ก็ไม่น่ามีปัญหากับพรรคพลังประชารัฐ

 

 

สมการที่ 2 คือ พรรคเพื่อไทยประกาศเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดยชูการเป็นผู้ชนะจากจำนวน ส.ส. ทั้งหมด 137 ที่นั่ง ซึ่งนอกจากคะแนนเสียงจากพรรคอนาคตใหม่ 88 ที่นั่ง, พรรคเสรีรวมไทย 11 ที่นั่ง, พรรคประชาชาติ 7 ที่นั่ง, พรรคเพื่อชาติ 5 ที่นั่ง รวมจำนวน ส.ส ได้เพียง 248 คน ดังนั้น จำเป็นต้องดึงพรรคตัวแปรสำคัญทางการเมือง อย่างพรรคภูมิใจไทย ที่มี 52 ที่นั่ง, เศรษฐกิจใหม่ 6 ที่นั่ง และพรรคอื่นๆอีก 5 ที่นั่ง เข้าร่วมรัฐบาล จะทำให้มีเสียงพรรคร่วมรัฐบาลอยู่ที่ 311 เสียง

 

 

สมการที่ 3 พรรคเพื่อไทย จำเป็นต้องเชิญพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีเสียง ส.ส. ถึง 54 ที่นั่ง เข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลอีกพรรค เพิ่มจากสูตรที่ 2 โดยจะทำให้มีคะแนนเสียงรวม 365 คน ขาดอีกเพียง 11 ที่นั่ง ดังนั้น จำเป็นต้องเชิญพรรคชาติไทยพัฒนา 10 ที่นั่ง และพรรคชาติพัฒนา 3 ที่นั่ง เข้าร่วมรัฐบาล ซึ่งจะทำให้มีคะแนนเสียงรวม 378 คน เกินยอดตัวเลข 376 เสียงที่ต้องโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี จากทั้ง 2 สภา คือ ส.ส.และ ส.ว.

 

ซึ่งสมการที่ 3 นี่เท่ากับว่าเป็นการโดดเดียวให้พรรคพลังประชารัฐ และรวมพลังประชาชาติไทย ต้องกลายเป็นฝ่ายค้าน และต้องมาดูว่านายกรัฐมนตรีคนที่ 30 จะเป็นใครระหว่างพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, อนุทิน ชาญวีรกุล, ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ทั้งนี้ ต้องจับตาการประกาศรายชื่อ ส.ว. 250 คน ซึ่งตามกฎหมายระบุให้ประกาศรายชื่อ 3 วันหลังการเลือกตั้ง นั่นคือ 27 มีนาคม 2562 เพราะคะแนนเสียง ส.ว.ทั้ง 250 คน จะเป็นตัวแปรสำคัญที่จะชี้ว่าใครเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป

 

 

 

 

 

 

icon tagแท็กที่เกี่ยวข้อง